กว่ามนุษย์จะหลุดจากบ่วง (คือรู้อริยสัจ)

( พระบาลีนี้ แสดงให้เห็นถึงการที่สามัญสัตว์ติดอยู่ในบ่วงของโลกอย่างไร
ในขั้นต้น แล้วจะค่อย ๆ รู้สึกตัวขึ้นมาตามลำดับอบย่างไร ดังต่อไปนี้ )
    ๑. เมื่อจมกามตามปกติ
    ๒. เมื่อจมกามครั้งที่สอง
    ๓. เมื่อเฉไปติดบ่วงทิฏฐิ
    ๔. เมื่อพ้นจากบ่วง
------------------------------------------------------
๑. เมื่อจมกามตามปกติ
ภิกษุทั้งหลาย! ชาวสวนผักมิได้ปลูกผักด้วยคิดว่า
"เนื้อในป่าทั้งหลายจะได้กินผักที่เราปลูกนี้แล้ว
จะได้มีอายุยืน รูปร่างสวยงาม มีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน" ดังนี้;
แต่ได้คิดดังนี้ว่า
"เนื้อในป่าทั้งหลาย จะเข้ามาสู่สวนผักอันเราปลูกแล้ว กินอยู่อย่างลืมตัว
ครั้นเข้ามากินอยู่อย่างลืมตัว จักถึงซึ่งความเลินเล่อ
ครั้นเลินเล่ออยู่ จักถึงซึ่งความประมาท
ครั้นประมาทแล้ว
    จักเป็นสัตว์ที่เราพึงกระทำได้ตามความพอใจในสวนผักนั้น" ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย! บรรดาเนื้อทั้งหลาย ฝูงเนื้อพวกที่หนึ่งได้เข้าไปสู่สวนผัก
ที่ชาวสวนผักปลูกไว้ กินอยู่อย่างลืมตัว
เมื่อเข้าไปกินอยู่อย่างลืมตัว ก็ถึงซึ่งความเลินเล่อ
ครั้นเลินเล่อแล้ว ก็ถึงซึ่งความประมาท
ครั้นประมาทแล้ว
    ก็เป็นสัตว์ที่เจ้าของสวนผักพึงกระทำได้ตามความพอใจในสวนผักนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล
ฝูงเนื้อพวกที่หนึ่งเหล่านั้นก็ไม่พ้นไปจากกำมือแห่งเจ้าของสวนผัก.

ภิกษุทั้งหลาย! บรรดาสมณพราหมณ์ทั้งหลาย
สมณพราหมณ์พวกที่หนึ่งได้ เข้าไปสู่โลกามิส เหล่าโน้น
ซึ่งเป็นเหมือนกับสวนผักอันมาปลูกไว้ บริโภคอยู่อย่างลืมตัว
ครั้นเข้าไปบริโภคอยู่อย่างลืมตัว ก็ถึงซึ่งความมัวเมา
ครั้นมัวเมาอยู่ ก็ถึงซึ่งความประมาท
ครั้นประมาทอยู่
    ก็เป็นผู้ที่มารพึงกระทำได้ตามความพอใจในโลกามิส
    ซึ่งเป็นเหมือนกับสวนผักแห่งมารนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล
สมณพราหมณ์พวกที่หนึ่งนี้ จึงไม่พ้นไปจากอิทธานุภาพแห่งมาร.

ภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวสมณพราหมณ์พวกที่หนึ่งนี้
ว่ามีอุปมาเหมือนฝูงเนื้อพวกที่หนึ่งนั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้มีเพื่อให้รู้เนื้อความนั้น :
คำว่า "สวนผัก" นั้นเป็นชื่อแห่งกามคุณทั้งห้า.
คำว่า "เจ้าของสวนผัก" นั้น เป็นชื่อของมารผู้มีบาป.
คำว่า "พวกพ้องของเจ้าของสวนผัก" นั้น เป็นชื่อของบริษัทแห่งมาร.
คำว่า "ฝูงเนื้อ" นั้น เป็นชื่อของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย.
๒. เมื่อจมกามครั้งที่สอง
ภิกษุทั้งหลาย! เนื้อพวกที่สอง
(รู้ความวินาศของเนื้อจำพวกที่หนึ่งโดยประการทั้งปวงแล้ว) มาคิดกันว่า
"ถ้าอย่างไร เราเว้นการกินผักซึ่งเป็นโภชนะ
อันตรายเหล่านี้โดยประการทั้งปวงเสีย เข้าไปอยู่ในราวป่ากันเถิด" ดังนี้.

เนื้อเหล่านั้น เว้นการกินผัก ซึ่งเป็นโภชนะอันตรายเหล่านั้นโดยประการทั้งปวงแล้ว
เข้าไปอยู่ในราวป่าแล้ว:

ครั้งถึงเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนเป็นเวลาที่หมดหญ้าและน้ำ
ร่างกายก็ถึงซึ่งความซูบผอมอย่างยิ่ง
เมื่อมีร่างกายซูบผอมอย่างยิ่ง กำลังอันแกล้วกล้าก็หมดไป
เมื่อกำลังอันแกล้วกล้าหมดไป
ก็ย้อนกลับมาสู่ถิ่นแห่งสวนผักที่เจ้าของสวนผักปลูกไว้อีก.

ฝูงเนื้อเหล่านั้น ได้เข้าไป กินผักในสวนผักอย่างลืมตัว
เมื่อเข้าไปกินอยู่อย่างลืมตัวก็ถึงซึ่งความเลินเล่อ
เมื่อเลินเล่อก็ถึงซึ่งความประมาท
เมื่อประมาทก็เป็นสัตว์ที่เจ้าของสวนผักกระทำได้ตามความพอใจในสวนผักนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล
ฝูงเนื้อพวกที่สองนั้นก็ไม่พ้นไปจากกำมือแห่งเจ้าของสวนผัก.

ภิกษุทั้งหลาย! บรรดาสมณพราหมณ์ทั้งหลาย สมณพราหมณ์จำพวกที่สอง
(รู้ความวินาศของสมณพราหมณ์จำพวกที่หนึ่งโดยประการทั้งปวงแล้ว)
มาคิดกันว่า
"ถ้ากระไร เราเว้นจากโลกามิสซึ่งเป็นเสมือนการบริโภคเหยื่อโดยประการทั้งปวงเสีย
เว้นจากโภชนะอันตราย แล้วเข้าไปอาศัยอยู่ในราวป่ากันเถิด" ดังนี้.

สมณพราหมณ์เหล่านั้น เว้นจากโลกามิส อันเป็นเสมือนการบริโภคเหยื่อ
โดยประการทั้งปวง เว้นโภชนะอันตราย พากันเข้าไปอยู่ในราวป่า แล้ว.

สมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มีผักสากะเป็นภักษาบ้าง มีผักสามากะเป็นภักษาบ้าง
มีลูกเดือยเป็นภักษาบ้าง มีเปลือกไม้เป็นภักษาบ้าง มีสาหร่ายเป็นภักษาบ้าง
มีรำเป็นภักษาบ้าง มีข้าวตังเป็นภักษาบ้าง มีเมล็ดผักกาดเป็นภักษาบ้าง
มีหญ้าเป็นภักษาบ้าง มีโคมัยเป็นภักษาบ้าง มีเง่าไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร
ยังอัตภาพให้เป็นไป เป็นผู้บริโภคผลตามที่มีอยู่โดยธรรมชาติ;

ครั้นถึงเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน เป็นเวลาที่หมดผักหมดหญ้าหมดน้ำ
ร่างกายก็ถึงซึ่งความซูบผอมอย่างยิ่ง
เมื่อมีร่างกายซูบผอมอย่างยิ่ง กำลังเรี่ยวแรงก็หมดไป
เมื่อกำลังเรี่ยวแรงหมดไป เจโตวิมุตติก็เสื่อม
เมื่อเจโตวิมุตติเสื่อม ก็ ย้อนกลับมาหาโลกามิส
ซึ่งเป็นเสมือนกับสวนผักอันมารปลูกไว้เหล่านั้นอีก.

สมณพราหมณ์เหล่านั้น เข้าไปบริโภคอยู่อย่างลืมตัว
ครั้นเข้าไปบริโภคอยู่อย่างลืมตัว ก็ถึงซึ่งความมัวเมา
ครั้นมัวเมาอยู่ ก็ถึงซึ่งความประมาท
ครั้นประมาทแล้ว ก็เป็นผู้ที่มารพึงกระทำได้ตามความพอใจในโลกามิส
อันเป็นเสมือนสวนผักของมารนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล
สมณพราหมณ์แม้พวกที่สองนี้ก็ไม่พ้นไปจากอิทธานุภาพแห่งมาร.

ภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวสมณพราหมณ์พวกที่สองนี้
ว่ามีอุปมาเหมือนฝูงเนื้อพวกที่สองนั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น.
๓. เมื่อเฉไปติดบ่วงทิฏฐิ
ภิกษุทั้งหลาย! ฝูงเนื้อพวกที่สาม
(รู้ความวินาศของเนื้อจำพวกที่หนึ่งและจำพวกที่สอง โดยประการทั้งปวงแล้ว)
มาคิดกันว่า
"ถ้าอย่างไร เรา อาศัยที่ซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ ๆ สวนผัก ของเจ้าของผักนั้น
ครั้นอาศัยที่ซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ ๆ สวนผักนั้นแล้ว ก็ไม่เข้าไปกินผักนั้นอย่างลืมตัว
เมื่อไม่เข้าไปกินอย่างลืมตัวอยู่ ก็ไม่ถึงซึ่งความเลินเล่อ
เมื่อไม่เลินเล่ออยู่ ก็ถึงซึ่งความไม่ประมาท
เมื่อไม่ประมาท ก็ไม่เป็นสัตว์ที่ใคร ๆ จะพึงทำอะไร ๆ ได้ตามความพอใจ
ในสวนผักของเจ้าของผักนั้น" ดังนี้.

ฝูงเนื้อเหล่านั้น (ก็ประพฤติกระทำความคิดนั้น).

ภิกษุทั้งหลาย! ความคิดได้เกิดแก่เจ้าของสวนผักกับบริวารเหล่านั้นว่า
"ฝูงเนื้อพวกที่สามเหล่านี้ คงจะมีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงเหมือนมีฤทธิ์เป็นแน่
ฝูงเนื้อพวกที่สามนี้ คงจะเป็นสัตว์พิเศษชนิดอื่นเป็นแน่
มันจึงมากินผักที่เราปลูกนี้ได้. และเราก็ไม่เข้าใจการมาการไปของมัน.
ถ้ากระไรเราพึงล้อมซึ่งที่นั้นโดยรอบ
ด้วยเครื่องล้อมชนิดทัณฑวาคุระใหญ่ ๆ ทั้งหลาย
เราคงจะได้เห็นที่ซุ่มซ่อนของฝูงเนื้อพวกที่สาม อันเป็นที่ซึ่งมันแอบเข้ามากิน" ดังนี้

ชนเหล่านั้นได้ทำการล้อมพื้นที่ปลูกผักนั้นโดยรอบ
ด้วยเครื่องล้อมชนิดทัณฑวาคุระใหญ่ ๆ ทั้งหลายแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย! เจ้าของสวนผัก และบริวาร
ก็หา พบที่ซุ่มซ่อนของฝูงเนื้อพวกที่สาม อันเป็นที่ซึ่งมันแอบเข้ามากิน.

ภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล ฝูงเนื้อแม้พวกที่สามนั้น
ก็ไม่พ้นไปจากกำมือของเจ้าของสวนผัก.

ภิกษุทั้งหลาย! บรรดาสมณพราหมณ์ทั้งหลาย สมณพราหมณ์จำพวกที่สาม
(รู้ความวินาศของสมณพรามหมณ์จำพวกที่หนึ่งและที่สอง โดยประการทั้งปวงแล้ว)
มาคิดกันว่า
"ถ้ากระไร เราจะ อาศัยที่ซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ ๆ โลกามิส
ซึ่งเปรียบเสมือนสวนผักของมาร
ครั้นอาศัยอยู่ในที่ซุ่มซ่อนนั้นแล้ว จักไม่เข้าไปบริโภคโลกามิส
อันเป็นเสมือนสวนผักแห่งมารนั้น อย่างลืมตัว
ครั้นไม่เข้าไปบริโภคอย่างลืมตัวอยู่  ก็ไม่ถึงซึ่งความมัวเมา
เมื่อไม่มัวเมาอยู่  ก็ไม่ถึงซึ่งความประมาท
เมื่อไม่ประมาทอยู่  ก็เป็นผู้ที่มารจะพึงกระทำตามความพอใจไม่ได้อยู่ในโลกามิส
อันเป็นเสมือนสวนผักแห่งมารนั้น" ดังนี้.

สมณพราหมณ์เหล่านั้น (ก็ได้ประพฤติกระทำตามความคิดนั้น;)
ก็แต่ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นได้เป็นผู้มีทิฏฐิ ขึ้นมาแล้วอย่างนี้
ว่า "โลกเที่ยง" ดังนี้บ้าง;
ว่า "โลกไม่เที่ยง" ดังนี้บ้าง;
ว่า "โลกมีที่สุด" ดังนี้บ้าง;
ว่า "โลกไม่มีที่สุด" ดังนี้บ้าง;
ว่า "ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น" ดังนี้บ้าง;
ว่า "ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น" ดังนี้บ้าง;
ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้วย่อมมีอีก" ดังนี้บ้าง;
ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมไม่มีอีก" ดังนี้บ้าง;
ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็มีไม่มีอีกก็มี" ดังนี้บ้าง.;
ว่า "ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้ว ย่อมมีอีกก็หามิได้ ไม่มีอีกก็หามิได้" ดังนี้บ้าง
ภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล สมณพราหมณ์
แม้พวกที่สามนี้ ก็ไม่พ้นไปจากอิทธานุภาพแห่งมาร.

ภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวสมณพราหมณ์พวกที่สามนี้ว่า
มีอุปมาเหมือนฝูงเนื้อพวกที่สามนั้น, ฉันใดก็ฉันนั้น.
๔. เมื่อพ้นจากบ่วง
ภิกษุทั้งหลาย! ฝูงเนื้อพวกที่สี่
(รู้ความวินาศของเนื้อพวกที่หนึ่ง พวกที่สอง
และพวกที่สาม โดยประการทั้งปวงแล้ว) มาคิดกันว่า
"ถ้าอย่างไร เราอาศัยซุ่มซ่อนอยู่ในที่ซึ่งเจ้าของสวนผักและบริวารไปไม่ถึง
ครั้นอาศัยที่ซุ่มซ่อนอยู่ในที่ซึ่งเจ้าของสวนผักและบริวารไปไม่ถึง
จะ ไม่ลืมตัวเข้าไปกินผัก ที่เจ้าของสวนผักปลูก จะไม่ถึงซึ่งความเลินเล่อ
เมื่อไม่เลินเล่อ จักไม่ถึงซึ่งความประมาท
เมื่อไม่ประมาทแล้ว ก็ไม่เป็นสัตว์ที่ใคร ๆ พึงทำอะไร ๆ ได้ตามความพอใจ
ในสวนผักของเจ้าของผักนั้น. ฝูงเนื้อเหล่านั้น (ก็ประพฤติกระทำตามความคิดนั้น)

ภิกษุทั้งหลาย! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เจ้าของสวนผักกับริวารเหล่านั้นว่า
"ฝูงเนื้อพวกที่สี่เหล่านี้ คงจะมีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงเหมือนมีฤทธิ์เป็นแน่
ฝูงเนื้อพวกที่สี่นี้คงจะเป็นสัตว์พิเศษชนิดอื่นเป็นแน่
มันจึงมากินผักที่เราปลูกนี้ได้. และเราก็ไม่เข้าใจการมาการไปของมัน.
ถ้ากระไร เราพึงล้อมซึ่งที่นั้นโดยรอบ
ด้วยเครื่องล้อมชนิดทัณฑวาคุระใหญ่ ๆ ทั้งหลาย
เราคงจะได้เห็นที่ซุ่มซ่อนของฝูงเนื้อพวกที่สี่ อันเป็นที่ซึ่งมันแอบเข้ามากิน" ดังนี้.

ชนเหล่านั้นได้ทำการล้อมพื้นที่ปลูกผักนั้นโดยรอบ
ด้วยเครื่องล้อมชนิดทัณฑวาคุระใหญ่ ๆ ทั้งหลายแล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย! เจ้าของสวนผักและบริวารไม่ได้พบที่ซุ่มซ่อนของฝูงเนื้อพวกที่สี่
อันเป็นที่ซึ่งมันแอบเข้ามากิน.

ภิกษุทั้งหลาย! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เจ้าของสวนผักและบริวารว่า
"ถ้าเราทำฝูงเนื้อพวกที่สี่ให้แตกตื่นแล้ว มันก็จะทำให้ฝูงอื่นแตกตื่นด้วย
ด้วยการทำอย่างนี้ ฝูงเนื้อทั้งปวงก็เริศร้างไปจากผักที่เราปลูกไว้
ถ้ากระไรเราพึงทำความพยายามเจาะจง (ทำความแตกตื่น) แก่เนื้อพวกที่สี่" ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย! เจ้าของสวนผักและบริวาร
ได้ทำความพยายามเจาะจง (ทำความแตกตื่น) แก่ฝูงเนื้อพวกที่สี่แล้ว.

ภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล
ฝูงเนื้อพวกที่สี่นั้นก็พ้นไปจากกำมือของเจ้าของสวนผัก.

ภิกษุทั้งหลาย! บรรดาสมณพราหมณ์ทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่สี่
(รู้ความวินาศของสมณพราหมณ์จำพวกที่หนึ่ง ที่สอง และที่สาม
โดยประการทั้งปวงแล้ว) มาคิดกันว่า
"ถ้ากระไร เรา อาศัยที่ซุ่มซ่อนอยู่ในที่ซึ่งมารและบริวารของมารไปไม่ถึง
ครั้นอาศัยซุ่มซ่อนอยู่ในที่นั้นแล้ว จะ ไม่ลืมตัวเข้าไปบริโภคโลกามิส
ซึ่งเป็นเสมือนสวนผักที่มารปลูกไว้
เมื่อไม่ลืมตัวเข้าไปกิน ก็ไม่ถึงซึ่งความมัวเมา
เมื่อไม่มัวเมา ก็ไม่ถึงซึ่งความประมาท
เมื่อไม่ประมาท ก็จักเป็นผู้ที่มารไม่ทำอะไร ๆ ได้ตามความพอใจในโลกามิส
ซึ่งเป็นเสมือนสวนผักที่มารปลูกไว้" ดังนี้.

สมณพราหมณ์เหล่านั้น (ก็ได้ประพฤติกระทำตามความคิดนั้น)

ภิกษุทั้งหลาย! ด้วยอาการอย่างนี้แล
สมณพราหมณ์พวกที่สี่นี้ ก็พ้นไปจากอิทธานุภาพของมาร.

ภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวสมณพราหมณ์พวกที่สี่นี้ ว่า
มีอุปมาเหมือนฝูงเนื้อพวกที่สี่นั้น. ฉันใดก็ฉันนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย! ที่ซึ่งมารและบริวารของมารไปไม่ถึงนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย! ในกรณีนี้คือ ภิกษุ เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
จึงเข้าถึง ปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่

ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า
ได้ทำมารให้เป็นผู้ตาบอดไม่มีร่องรอย
มารกำจัดเสียแล้วซึ่งจักษุแห่งมาร
ไปแล้วสู่ที่ซึ่งมารผู้มีบาปมองไม่เห็น.

(ต่อไปนี้ ได้ตรัสถึงการบรรลุ
ทุติยฌาน - ตติยฌาน - จตุตถฌาน - อากาสานัญจายตนะ
 - วิญญาณัญจายตนะ - อากิญจัญญายตนะ - เนวสัญญานาสัญญายตนะ
ว่า เป็นที่ซึ่งมารไปไม่ถึง โดยนัยเดียวกันกับปฐมฌาน เป็นลำดับไป,
จนกระทั่งถึงสัญญาเวทยิต-นิโรธโดยข้อความสืบต่อไปว่า :-)

ภิกษุทั้งหลาย! ยิ่งไปกว่านั้นอีก : ภิกษุก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
โดยประการทั้งปวง เข้าถึงซึ่ง สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่,
และเพราะเห็นแล้วด้วยปัญญา อาสวะทั้งหลายของเธอก็สิ้นไปรอบ.

ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนี้เรากล่าวว่า
ได้ทำมารให้เป็นผู้ตาบอดไม่มีร่องรอย
กำจัดเสียแล้วซึ่งจักษุแห่งมาร
ไปแล้วสู่ที่ซึ่งมารผู้มีบาปมองไม่เห็น
ได้ข้ามแล้วซึ่งตัณหาในโลก, ดังนี้แล.

- มู. ม. ๑๒/๒๙๘-๓๑๑/๓๐๑-๓๑๑.
Advertisements

The URI to TrackBack this entry is: https://dhamblog.wordpress.com/2009/04/03/buddha-talk-21/trackback/

%d bloggers like this: