ยังมีพวกบริโภคกามโดยไม่จมกาม

ภิกษุทั้งหลาย! กามคุณเหล่านี้มีห้าอย่าง  ห้าอย่างเป็นอย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ

รูปที่เห็นด้วยตา,
เสียงที่ฟังด้วยหู,
กลิ่นที่ดมด้วยจมูก,
รสที่ลิ้มด้วยลิ้น,
และโผฏฐัพพะที่สัมผัสด้วยผิวกาย

อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก
เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด.
ภิกษุทั้งหลาย! กามคุณมีห้าอย่างเหล่านี้แล

ภิกษุทั้งหลาย! ชนเหล่าใด จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม
ติดอกติดใจ สยบอยู่ เมาหมกอยู่ ในกามคุณห้าอย่างเหล่านี้แล้ว
ไม่มองเห็นส่วนที่เป็นโทษ
ไม่เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์
ทำการบริโภคกามคุณทั้งห้านั้นอยู่;
ชนเหล่านั้น อันคนทั้งหลายพึงเข้าใจเถิดว่า เป็นผู้ถึงความพินาศย่อยยับ
แล้วแต่มารผู้มีบาปต้องการจะทำตามอำเภอใจอย่างใด ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย! เปรียบได้ดังเนื้อป่าที่ติดบ่วง นอนจมอยู่ในกองบ่วง
ในลักษณะที่ใคร ๆ พึงเข้าใจได้ว่า มันจะถึงซึ่งความพินาศย่อยยับ
เป็นไปตามความประสงค์ของพรานทุกประการ,
เมื่อพรานมาถึงเข้า มันจะหนีไปไหนไม่พ้นเลย ดังนี้,  ฉันใดก็ฉันนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย! ส่วนชนเหล่าใด จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม
ไม่ติดใจ ไม่สยบอยู่ ไม่เมาหมกอยู่ ในกามคุณห้าเหล่านี้แล้ว
มองเห็นส่วนที่เป็นโทษอยู่
เป็นผู้รู้แจ่มแจ้งในอุบายเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์
บริโภคกามคุณทั้งห้านั้นอยู่;
ชนเหล่านั้น อันคนทั้งหลายพึงเข้าใจได้อย่างนี้ว่า
เป็นผู้ไม่ถึงความพินาศย่อยยับไปตามความประสงค์ของมารผู้มีบาปแต่อย่างใด ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย! เปรียบเหมือนเนื้อป่าตัวที่ไม่ติดบ่วง แม้นอนจมอยู่บนกองบ่วง
มันก็เป็นสัตว์ที่ใคร ๆ พึงเข้าใจได้ว่า
เป็นสัตว์ที่ไม่ถึงความพินาศย่อยยับไปตามความประสงค์ของพรานแต่อย่างใด,
เมื่อพรานมาถึงเข้า มันจะหลีกหนีไปได้ตามที่ต้องการ ดังนี้, ฉันใดก็ฉันนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย! (อีกอย่างหนึ่ง) เปรียบเหมือนเนื้อป่า เที่ยวไปในป่ากว้าง
เดินอยู่ก็สง่างาม ยืนอยู่ก็สง่างาม
หมอบอยู่ก็สง่างาม นอนอยู่ก็สง่างาม. เพราะเหตุไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย! เพราะเหตุว่าเนื้อป่านั้นยังไม่มาสู่คลองแห่งจักษุของพราน, ข้อนี้ฉันใด;

ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน :
สงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
เข้าถึงซึ่งปฐมฌาณ อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่.
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า ได้ทำมารให้เป็นผู้ตาบอดไม่มีร่องรอย
กำจัดเสียแล้วซึ่งจักษุแห่งมาร ไปแล้วสู่ที่ที่มารผู้มีบาปมองไม่เห็น.

(ต่อไปนี้ได้ตรัสถึงการบรรลุ ทุติยฌาณ-ติตยฌาน-จตุตถฌาน-อากาสนัญจายตนะ-
วิญญาณกัญจายตนะ-อากิญจัญญายตนะ-เนวสัญญานาสัญญายตนะ
โดยนัยเดียวกันกับการบรรลุปฐมฌาน เป็นลำดับไป
จนกระทั่งถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ โดยข้อความสืบต่อไปว่า :-)

ภิกษุทั้งหลาย! ยิ่งไปกว่านั้นอีก: ภิกษุก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
โดยประการทั้งปวง เข้าถึงซึ่ง สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่.
อนึ่ง เพราะเห็นแล้วด้วยปัญญา อาสวะทั้งหลายของเธอก็สิ้นไปรอบ.
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า ได้ทำมารให้เป็นผู้ตาบอดไม่มีร่องรอย
กำจัดเสียแล้วซึ่งจักษุแห่งมาร  ไปแล้วสู่ที่ซึ่งมารผู้มีบาปมองไม่เห็น,
ได้ข้ามแล้วซึ่งตัณหาในโลก.
ภิกษุนั้นยืนอยู่ก็สง่างาม เดินอยู่ก็สง่างาม
นั่งอยู่ก็สง่างาม นอนอยู่ก็สง่างาม. เพราะเหตุไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย! เพราะเหตุว่า
ภิกษุนั้นไม่ได้มาสู่คลองแห่งอำนาจของมารผู้มีบาป. ดังนี้แล

- มู. ม. ๑๒/๓๓๓-๓๓๕/๓๒๗-๓๒๘.
Advertisements

The URI to TrackBack this entry is: https://dhamblog.wordpress.com/2009/04/07/buddha-talk-22/trackback/

%d bloggers like this: